วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

IT Trend in 2009

IT Trend in 2009




ในปี 2009 เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นปัจจัยสำคัญทางด้านการแข่งขันทางธุรกิจ ในช่วงปีนี้ที่เกิดภาวะตกต่ำทั้งทางด้านการลงทุน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำชลอตัว บริษัทต่างๆที่ทำการลงทุน และพัฒนา ตลอดจนการหาผลประโยชน์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพป้องกันสูญเสียเงินและมีศักยภาพในการใช้งาน อีกทั้งยังมีโอกาสกอบโกยทางด้านธุรกิจ และการตลาดที่สำคัญ และสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกับทั้งลูกค้าเก่า และใหม่ได้อีกทางหนึ่ง


Top 10 Trends in IT ของปี 2009 มีดังนี้





เป็นที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมากว่า เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการพัฒนาความสามารถทางด้านซอฟแวร์เป็นไปอย่างล่าช้า ขีดจำกัดของคลื่อนวิทยุ ข้อกีดขวางของสมรรถนะ ตลอดจนการจัดการด้านระบบสารสนเทศล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ซอฟแวร์ต่างๆ ไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างแท้จริง เมื่อกาลเวลาผ่านไป ปัจจุบัน การบริการทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ได้เติบโตขึ้น คิดค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 40 % ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป้าหมายในการครอบคลุมอยู่ที่ประมาณ 23 % ของส่วนแบ่งตลาดซอฟแวร์ถึงปี 2010 อยู่ที่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ

1. Software as a Service (SaaS) คือ แม่แบบของซอฟท์แวร์รูปแบบใหม่ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกรูปแบบการใช้บริการให้เหมาะสมกับความต้องการได้ ผู้ใช้บริการสามารถใช้ซอฟท์แวร์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟท์แวร์และทำงานบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการ SaaS ช่วยให้ผู้ใช้บริการไม่ต้องเป็นภาระการดูแลและพัฒนาซอฟท์แวร์ และช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในลงทุนที่สูง SaaS ส่วนมากจะคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งาน และไม่มีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติม และการอัพเดทเวอร์ชั่นของซอฟท์แวร์ ทำโดยอัตโนมัติผ่านผู้ให้บริการ โดยที่ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องไป ดาวท์โหลดซอฟท์แวร์ มาติดตั้งเองแต่อย่างใด ในปัจจุบัน SaaS ในปัจจุบันนั้นมีทั้ง ERP, CRM, HR System ทำให้ SaaS เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น




Virtualization เป็นเทคโนโลยีที่ได้ถูกนำมาใช้ได้อย่างชัดเจนมากในเรื่อง data center ตามที่หลายๆอุตสาหกรรมได้คาดการณ์ไว้ว่า ประมาณ 50 % – 60 % ของเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในปัจจุบันถูกจำลองขึ้นมา จุดประสงค์ แน่นอนว่าเป็นการลดความเสียหายหรือการขัดข้องของเซิร์ฟเวอร์ ลดความไม่มีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องที่สูงขึ้น

2. Virtualization คือ การรวบรวมเอาทรัพยากรด้านการประมวลผล และการจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องมากองรวมกันไว้ตรงกลาง เป็น “Pool” และเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ตามเหมาะสม หรือตามความต้องการ (On-Demand)




3. Enterprise Mobility เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ด้วย Wireless เทคโนโลยี ซึ่งรวมไปถึง โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G และ Wi-Fi ได้เปิดช่องทางในการทำธุรกิจต่างๆได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ และอยู่ที่ไหนก็ตาม





4. Energy-Efficient Data Centers ผู้ผลิต Chip and PC ต่างมุ่งดำเนินการด้านประสิทธิภาพพลังงานของชิ้นส่วน Chip and PC รวมไปถึงการพัฒนาด้าน memory และการจัดการทางด้าน resource แต่ในปี 2009 นี้ Daniel Starz, นักเขียนของ of “Greening Your Business” ได้คาดการณ์ไว้ว่า สิ่งที่น่าจับตามองคือ สิ่งที่ผู้ผลิตเหล่านี้จะมุ่งเน้นคือด้าน Virtualization และ Storage เขาได้กล่าวว่า ผลตอบแทนที่จะได้รับจากสองสิ่งนี้จะมีมหาสาร และมันเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆจะต้องให้ความสำคัญอย่างมาก





5. ecurity, Risk and Compliance - Anthony Noble รองประธาน ผู้ตรวจสอบทางเทคโนโลยีสารสนเทศ, ที่ Viacom in New York City และที่อื่นๆในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเชื่อว่าขบวนการอัตโนมัติเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการควบคุมความเสี่ยง และมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านต่างๆ รวมถึงการตรวจพบการบุกรุก จนถึงการ Authentication และจาก patch management จนถึง การวิเคราะห์ที่ถูกใช้ในด้าน มาตรการความปลอดภัย องค์กรต่างๆเริ่มเติบและมีเพิ่มมากขึ้นต่างก็เปลี่ยนเป็นการเข้ารหัสและมาตรฐานความปลอดภัยมาจากการควบคุมโดยศูนย์กลาง






6. Social Networking - LinkedIn, Facebook, MySpace และ site คล้ายๆกันที่เกิดเพิ่มขึ้น ได้เปลี่ยน social networking จาก ที่เคยถูกเรียกว่า buzz (ประมาณว่าเสียงต่างๆที่ฟังดูวุ่นวาย) ให้กลายเป็น ธุรกิจสำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างมาก องค์กรต่างๆที่มีความหลากหลายเท่าๆกับ American Express, Del Monte and Cisco Systems ได้นำ social network มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆต่อองค์กร ซึ่งได้แก่ wikis, blogs, discussion groups, collaborative filtering, and even applets and games


Concept ที่องค์กรเหล่านี้การนำ social network มาใช้คือ เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรได้มีโอกาสมากขึ้นในการติดต่อประสานงาน แลกเปลี่ยนหรือความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆคนไม่คาดฝันว่ามันจะได้รับความนิยมอย่างมาก และมีประโยชน์มหาสาร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา





7. Web 2.0 - วิวัฒนาการของเวปอาจยังไม่ค่อยมีอะไรที่น่าประหลาดใจมาก แม้ว่าเครื่องมือเวปแต่ละ generation จะสร้างโอกาสใหม่ๆในเรื่องเวป แต่ Web 2.0 application ตัวปัจจุบันมีผลทำให้ธุรกิจต่างๆเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จำนวนการใช้ที่เพิ่มขึ้นของ nteractive maps, blogs, wikis, mashups, social bookmarking, enhanced search engines, RSS feeds and social networking เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก Web 2.0 application เท่านั้น Web 2.0 ยังช่วยให้การจัดการข้อมูล งานต่างๆ และกระบวนการทางธุรกิจต่างๆง่าย และสะดวกขึ้นด้วย




8. Document Management and E-Discovery - แม้ว่า vendors ต่างๆจะเพิ่มความสามารถในการทำงานต่างให้ เริดหรู และมีลูกเล่นมากขึ้น เช่น ความสามารถในการ track text messages, IMs และ ข้อความอื่นๆที่อาจไม่มีโครงสร้างที่ดี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของการทำ application เหล่านี้คือ จะพัฒนาระบบเหล่านี้ให้เก็บ จัดการ ดึงเอกสาร และข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ลดการเกิดปัญหาความผิดพลาดน้อยที่สุด และนี่คือข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการที่มองหาทางออกในเรื่องนี้: Kyle McNabb, principal analyst and research director ของ Forrester Research กล่าวสรุปไว้ว่า “Vendors ที่ทำ application เหล่านี้ กำลังจะแนะนำ products and solutions ที่ราคาถูกขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับในอดีต”






9. Project Management and Project Portfolio Management - ในปัจจุบันที่ปัจจัยเรื่องเวลา และการใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง (เนื่องจากเศรษฐกิจแย่มาก) การทำ project ให้เสร็จสิ้นตรงเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่น่าแปลกใจเลยว่า องค์กรต่างๆหันมาใช้ การทำงานแบบระบบโครงสร้าง และซอฟ์แวร์ในการติดตามรายละเอียดการทำงานทุกอย่าง ดังนั้น project management (PM) และ project portfolio management (PPM) ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสนใจอย่างมากที่ช่วยให้ project เสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนดเพื่อประโยชน์ด้านงบประมาณ





10. Web and Video Collaboration - ปัจจุบันเครื่องมือช่วยในการรวบรวมกลายเป็นรากสำคัญ และเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำธุรกิจ ตามที่ the Boston-based research firm Aberdeen Group ได้ทำ research พบว่าบริษัทต่าง 63% กล่าวว่าพวกเขาจะใช้ระบบ videoconferencing และที่เรียกว่าระบบ telepresence ในสิ้นปี 2010 มีเพียงแค่ 18% เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาไม่มี plan ที่จะนำระบบดังกล่าวมาใช้ในการทำธุรกิจ

WiMAX & WiBro Technology

WiMAX & WiBro Technology

WiMAX คืออะไร?

WiMAX เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ โดย WiMAX เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งมาก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้การอนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่งมีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMAX สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว

โดยมาตรฐาน IEEE 802.16a หรือ WiMAX มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆ กัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบ Non-Line-of-Sight ได้ สามารถทำงานได้แม้กระทั่งมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ WiMAX สามารถช่วยให้ผู้ที่ใช้งาน สามารถขยายเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว้างขวางด้วยรัศมีทำการถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 Mbps มาตรฐาน IEEE 802.16a นี้ใช้งานอยู่บนคลื่นไมโครเวฟที่ความถี่ระหว่าง 2-11 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานชนิดอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
จากจุดเด่นของการทำงานของ WiMAX ข้างต้น ทำให้เทคโนโลยีตัวนี้สามารถตอบสนองความต้องการของการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ที่ห่างไกล ที่สายเคเบิ้ลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกสบาย และประหยัดสำหรับการขยายเครือข่ายในเมืองที่มีอยู่แล้วได้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุน ขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิลใยแก้วใหม่ นอกจากนั้น WiMAX หรือบรอดแบนด์ไร้สาย มาตรฐาน IEEE 802.16a ยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพของคุณภาพในการให้ ผู้บริการ (QoS) ซึ่งสามารถรองรับการใช้ การใช้งานภาพ (video) หรือการใช้งานเสียง (voice) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของเครือข่ายมากอย่างเก่า (low-latency network) อีกทั้งในเรื่องของความปลอดภัยยังได้เพิ่มคุณสมบัติของความเป็นส่วนตัว (privacy) ซึ่งต้องได้รับอนุญาต (authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่าย และข้อมูลต่างๆ ที่รับส่งก็จะได้รับการเข้ารหัส (encryption) อีกด้วย ทำให้การรับส่งข้อมูลบน มาตรฐานตัวนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถนำ WiMAX ไปประยุกต์เพื่อลดช่องว่างของ เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีเข้าไปไม่ถึง ตลอดจนสนองความต้องการ การใช้งานบรอดแบนด์ในเมืองที่มีพื้นที่แออัดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่าการติดตั้งเครือข่ายในแบบวางสายสัญญาณที่ใช้งานกันอยู่

สำหรับมาตรฐานของเทคโนโลยี WiMAX ที่มีการพัฒนาขึ้นมาในขณะนี้นั้น มีดังต่อไปนี้
IEEE 802.16 เป็นมาตรฐานที่ให้ระยะทางการเชื่อมโยง 1.6 – 4.8 กิโลเมตร เป็นมาตรฐานเดียวที่สนับสนุน LoS (Line of Sight) โดยมีการใช้งานในช่วงความถี่ที่สูงมากคือ 10-66 กิกะเฮิรตซ์ (GHz)
IEEE 802.16a เป็นมาตรฐานที่แก้ไขปรับปรุงจาก IEEE 802.16 เดิม โดยใช้งานที่ความถี่ 2-11 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ได้รับการแก้ไขจากมาตรฐาน 802.16 เดิมคือคุณสมบัติการรองรับการทำงานแบบที่ไม่อยู่ในระดับสายตา ( NLoS - Non-Line-of-Sight) ทั้งยังมีคุณสมบัติการทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง อาทิเช่น ต้นไม้, อาคาร ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังช่วยให้สามารถขยายระบบเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงได้อย่างกว้างขวางด้วยรัศมีทำการที่ไกลถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อการใช้งานระบบเครือข่ายของบริษัทที่ใช้สายประเภท ที1 (T1-type) กว่า 60 รายและการเชื่อมต่อแบบ DSL ตามบ้านเรือนที่พักอาศัยอีกหลายร้อยครัวเรือนได้พร้อมกันโดยไม่เกิดปัญหาในการใช้งาน
IEEE 802.16e เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาให้สนับสนุนการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์พกพาประเภทต่างๆ เช่น อุปกรณ์พีดีเอ โน้ตบุ๊ก เป็นต้น โดยให้รัศมีทำงานที่ 1.6 – 4.8 กิโลเมตร มีระบบที่ช่วยช่วยให้ผู้ใช้งานยังสามารถสื่อสารได้โดยให้คุณภาพในการสื่อสารที่ดีและมีเสถียรภาพขณะใช้งาน แม้ว่ามีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
WiMAX IEEE 802.16

คุณสมบัติเด่นของ WiMAX IEEE 802.16
เรื่องของความเร็ว WiMAX นั้น ได้ให้อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลมากถึง 75 Mbps โดยใช้กลไกการเปลี่ยนคลื่นสัญญาณที่ให้ประสิทธิภาพสูง สามารถส่งออกไปได้ไกลมากถึง 300 ไมล์ หรือ 48 กิโลเมตร
การบริการที่ครอบคลุม WiMAX ใช้เทคนิคการแปลงสัญญาณที่ให้ความคล่องตัวในการใช้งานสูง และเปี่ยมประสิทธิภาพ และก็ยังสามารถรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการให้กว้างขวางมากขึ้นได้
การประหยัดต้นทุนของระบบ WiMAX ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องอาศัยสายส่งสัญญาณ ทำให้ลดต้นทุนในการติดตั้งระบบ

จุดอ่อนของ WiMAX IEEE 802.16
· ความใหม่ของมาตรฐานระบบ WiMAX เนื่องจากเพิ่งมีการคิดค้น ดังนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของมาตรฐานรวมไปถึงผู้ผลิตที่นำเอามาตรฐาน WiMAX ไปพัฒนาต่อเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้งานจริงก็มีจำนวนน้อย รวมไปถึงราคาของอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูง และเรื่องของความถี่ในการให้บริการจะใช้ความถี่ช่วง 2 – 6 GHz ซึ่งในบางประเทศเป็นช่วงความถี่ที่มีการควบคุม ต้องมีการขออนุญาตก่อนให้บริการ และในบางประเทศไม่มีข้อกำหนดตรงนี้ ดังนั้นผู้ลงทุนต้องศึกษาหาข้อมูลให้ระเอียดเสียก่อน
รูปพัฒนาการของมาตราฐานของเทคโนโลยี WiMAX (IEEE 802.16)

Mobile WiMax หรือ WiBro คืออะไร
WiBro (Wireless Broadband) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Mobile WiMax คือ เทคโนโลยีสื่อสารตัวใหม่ที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ในขณะเคลื่อนที่ ซึ่งบรอดแบรนด์ไร้สายดังกล่าวนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นระบบสื่อสารเคลื่อนที่ที่ถูกจัดไว้ในมาตรฐาน IEEE 802.16 เช่นเดียวกับ WiMAX (Worldwide interoperability for Microwave Access) มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับ Wimax แต่ถูกออกแบบให้รักษาการเชื่อมต่อในขณะที่ลูกข่ายมีการเคลื่อนที่ การติดตามและการรับสัญญาณขณะเคลื่อนที่ทำได้ที่ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. ซึ่งต่างกับ WiMAX ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสภาวะหยุดนิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่ถูกจับตาว่า เป็นปรากฎการณ์ใหม่ของตลาดการให้บริการสื่อสารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถให้บริการทั้งในรูปแบบประจำ (fixed) เคลื่อนที่ตามจุด (Nomadic) และเคลื่อนที่อิสระ (Mobile) เพื่อการรองรับการทำงานของแอคพลิเคชั่นทั้งในรูปแบบของไฟล์ข้อมูล เสียงและวิดีโอ ดังนั้น ด้วยการเชื่อมต่อแบบเคลื่อนที่ตามจุด จะทำให้ผู้ใช้ไม่ถูกจำกัดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่สามารถเลือกใช้งานจากจุดอื่นๆภายในเครือข่ายเดียวกันได้ ในขณะที่การเชื่อมต่อแบบอิสระ จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ในทุกที่แม้ขณะที่กำลังเดินทาง ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (interoperability) ของเทคโนโลยี Mobile WiMax ช่วยทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อไปยังบริการหรือแอพลิเคชั่นส์ต่างๆ จากอุปกรณ์ หรือเครือข่ายระดับโลกที่แตกต่างและหลากหลายบนมาตรฐานของ WiMax ได้

บริการ WiBro จะเร็วกว่า Wi-Fi ถึง 25% โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ใกล้ฮอตสปอตตลอดเวลา ซึ่งทำให้สมาชิกผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้งานได้อย่างอิสระในราคาที่ถูกอีกด้วย WiBro มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการคือ สามารถรับและส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงถึง 50 Mbps โดยมีรัศมีการครอบคลุมได้ไกลถึง 5 กิโลเมตร นอกจากนี้ WiBro ยังรั บประกันคุณภาพการใช้บริการ (Quality of Service) จึงสามารถใช้รับและส่งข้อมูลที่ Loss-Sebsitive อื่นๆได้ด้วย ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า WiBro เหมาะอย่างมากกับบริการโทรคมนาคมยุคใหม่ที่เป็นแบบ Mobile Mutimedia

โดยสรุปก็คือ WiBro หมายถึง บรอนด์แบรนด์ไร้สายที่ถูกพัฒนาในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างมากกับบริการโทรคมนาคมแบบ Mobile Multimedia คือสามารถรับและส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูง โดยมีรัศมีการคลอบคลุมได้ไกล สามารถใช้งานในสภาวะเคลื่อนที่ได้ที่ความเร็วสูง และยังรับประกันคุณภาพการให้บริการด้วย
จุดเด่นของ WiBro คุณลักษณะเด่นในเชิงเทคนิคของระบบ WiBro ซึ่งบางทีอาจเป็นภัยคุกคามที่สามารถเข้าแทนที่ระบบสื่อสารที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่าง High-speed Internet ADSL และ ระบบสื่อสารเคลื่อนที่เซลลูล่า สามารถสรุปได้ดังนี้คือ(1) ความเร็วในการส่งข้อมูลในระดับ Broadband คือในระดับสูงกว่า 10 เมกกะบิตต่อวินาที(2) ความสามารถในการสื่อสารในระดับ Broadband ระหว่างการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (3) ระบบสื่อสารที่มีอยู่เดิมเช่นระบบสื่อสารเคลื่อนที่เซลลูล่า สามารถนำมาปรับปรุงต่อเติมทำให้เกิดระบบ WiBro ได้ไม่ยากนักและลงทุนไม่สูงจนเกินไป(4) เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยอุปกรณ์โมไบล์ได้ตลอดเวลา แม้ขณะเดินทางตามรายงานข่าวมีการอ้างว่า ผู้ใช้สามารถใช้บริการ WiBro บนรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างสบายๆ โดยซัมซุงได้สาธิตการใช้บริการ WiBro ด้วยอุปกรณ์โมไบล์ของทางบริษัทเป็นครั้งแรกในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นก่อนผู้ค้ารายอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับทางบริษัทในการบุกตลาดนี้ต่อไป

การพัฒนาเทคโนโลยีของ Mobile Wimax
Physical Layer ของ Mobile WiMAX 802.16e นั้นก็ยังคงใช้งาน OFDMA (Orthogonal Frequency Division Multiple Access) เป็นหลักเช่นเดิม OFDMA เป็นเทคนิคการมัลติเพล็กซ์ทางความถี่ที่ไม่มีช่วงความถี่กันชน ช่วงสัญญาณความถี่ย่อยต่างๆ จะอยู่ชิดติดกันมากจนกระทั่งเกยกัน (Overlap) หลักการคือการใช้ความถี่ที่เป็นอิสระต่อกัน (Orthogonal) ซึ่งจะช่วยให้ช่วงความถี่ย่อยนั้นสามารถเกยกันได้โดยที่ไม่มีการรบกวนข้อมูลของกันและกัน ซึ่งสามารถใช้งานในแบนด์วิดธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า โดย OFDMA ได้แบ่งช่องสัญญาณต่างๆ เป็นช่องสัญญาณย่อย (Subchannel) ให้แก่ผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งเทคนิคนี้จะกินแบนด์วิดธ์กว้างเท่าเดิม แต่จะได้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบ่งกันไปใช้ สิ่งที่แตกต่างสำหรับ 802.16e คือจะใช้ Scalable OFDMA (S-OFDMA) ซึ่งมีแบนด์วิดธ์ที่แตกต่างกันเพื่อความเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ช่วยให้การจัดการแบนด์วิดธ์ของผู้ใช้งานแต่ละคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องการใช้น้อยก็ให้แบบแบด์วิดธ์น้อย ถ้าใช้มากก็ให้มาก ทำให้รองรับจำนวนผู้ใช้งานได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แบนด์วิดธ์ต่างกันนี้เกิดขึ้นจากการปรับขนาดของ Fast Fourier Transform (FFT) ที่ฝั่งผู้รับซึ่งใช้ในการถอดข้อมูลที่ใช้งานออกมาโดยที่ยังเว้นระยะระหว่างความถี่ sub-carrier ไว้ที่ 10.94 กิโลเฮิรตช์ โดยแบนด์วิดธ์ต่างๆ ที่จะมีได้แก่ 1.25, 5, 10 และ 20 เมกะเฮิรตช์ แต่ในรีลีสแรกนี้กลุ่มของ Technical Working Group ของ WiMAX Forum ได้กำหนดให้มีเพียงแค่ 5 และ 10 เมกะเฮิรตช์ก่อนเท่านั้น
กลุ่มมาตรฐาน 802.16 ปกติจะ Backward compatible คืออุปกรณ์ในเวอร์ชันก่อนจะใช้ในเวอร์ชันถัดไปมีข้อยกเว้นขึ้นมา เพราะทั้ง OFDMA และ S-OFDMA จัดเป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน และไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ และใช้เทคนิคบางอย่างเหมือนกันก็ตาม แต่ข้อแตกต่างในรายละเอียดทีมากเกินไป

ความแตกต่างของสิ่งที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันนั้นก็คือการใช้ OFDMA นั้นค่อนข้างจะง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ SOFDMA มีปัญหาด้านสัญญาณรบกวน interface น้อยกว่า มีความสามารถในด้านการทำงานแบบนอกแนวระยะสายตา (NLOS) ได้ดีกว่า การบริการที่ได้ในพื้นที่ต่างๆ จึงดีกว่าไปด้วย อาจจะมองไม่ค่อยเห็นภาพนัก ลองนึกถึงการทำงานแบบ LOS ที่ห้ามมีอะไรมาบดบังการรับส่งกัน ฉะนั้นหากเดินผ่านพุ่มไม้เล็กๆ การบริการก็จะมีปัญหาแล้ว ในขณะที่การทำงานแบบ NLOS จะไม่มีปัญหานี้มากนักจึงทำให้มีพื้นที่ใช้งานดีกว่า 802.11e สามารถที่จะใช้งานได้ทั้งแบบ TDD, FDD และ Half-Duplex FDD อย่างไรก็ตามสำหรับเวอร์ชันแรกนี้ก็จะให้ใช้ได้เพียง TDD ซึ่งจะมีข้อดีต่างๆ ที่เหนือกว่า FDD ดังนี้

• การใช้ TDD จะทำให้เราสามารถปรับอัตราส่วนทราฟฟิกดาวน์ลิงก์และอัปลิงก์ได้ ทำให้เราสามารถจัดอัตราส่วนให้เหมาะสมกับการใช้งาน อย่างเช่น การดาวน์โหลดหรือการอัปโหลดต่างๆ ทำได้ดีขึ้น ได้ความเร็วและประสิทธิภาพที่ดีกว่า ในขณะที่ FDD จะทำได้แต่ในกรณีที่ดาวน์ลิงก์กับอัปลิงก์มีแบนด์วิดธ์เท่ากันเท่านั้น ใช้มากใช้น้อยก็แบ่งให้เท่านี้
• TDD จะมีระบบสนับสนุนการทำ Link Adaptation, MIMO และเทคโนโลยีด้านเสาอากาศรับส่งแบบ closed loop ที่ดีกว่า TDD จะมีช่องความถี่เดียวในการรับและส่งซึ่งจะมีข้อดีมากกว่า ในขณะที่ FDD จะต้องมีช่องความถี่เป็นคู่ ซึ่งทำให้การออกแบบภาครับส่งสัญญาณความถี่ยุ่งยากและมีราคาแพงมากขึ้น และยังอาจจะยุ่งยากต่อการกำหนดช่วงความถี่ในประเทศต่างๆซึ่งอาจมีการใช้งานความถี่บางช่วงไปแล้วก็ได้สำหรับการมอดูเลชันและการเข้าโค้ดนั้น 802.11e ยังคงใช้งาน QPSK, 16QAM และ 64QAM พร้อมกับการทำ Link Adaptation เช่นเดิมหากแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการเข้ารหัสโดยหันมาใช้ Convolutional Code และ Convolutional Turbo Code แทน ลักษณะพิเศษของ Mobile WiMAX





1. เทคโนโลยี Smart Antenna
เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ว่ากันว่าเป็นอนาคตของระบบการสื่อสารไร้สายเลยทีเดียวซึ่งเราอาจเรียกว่าการใช้เทคโนโลยี MIMO (Multiple Input Multiple Output) ก็ได้ โดยมีการใช้เสาอากาศรับส่งมากกว่า 1 ตัว มีการทำงานแบบ Spatial Multiplexing (SM) ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการรับส่งข้อมูลจากการที่มีเสาอากาศ 2 ชุดด้วย ถ้าหากมีการแยกกันส่งเป็นชุดข้อมูล 2 ชุดก็จะได้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเป็น 2 เท่า ดาวน์ลิงค์จาก 30 Mbps ก็จะกลายเป็น 60 Mbps และอัปลิงค์จาก 14 Mbps จะเป็น 28 Mbps เป็นต้น (ตัวเลขที่คำนวณจากการส่งดาวน์ลิงค์หรืออัปลิงค์เพียงอย่างเดียว และใช้ช่องสัญญาณ 10 เมกะเฮิรตซ์) และมีการทำ Beam Forming ซึ่งเป็นเทคนิคในการใช้เสาอากาศหลายๆ ตัวช่วยในการเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณในบางพื้นที่ ทำให้มีระดับการให้บริการดีขึ้นระบบ OFDMA ในไวแมกซ์นั้นเหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยี Smart Antenna ดังนั้น Mobile WiMAX จึงสนับสนุนการใช้งานที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างเช่น ในสภาพที่สัญญาณดีๆ ก็จะใช้ในลักษณะ SM เพื่อให้ได้ความเร็วเพิ่มขึ้นหากเมื่อมีสัญญาณที่เริ่มไม่ดีก็จะเปลี่ยนมาใช้ STC เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีขึ้น เป็นต้น

2. Fractional Frequency Reuse

Mobile WiMAX จริงๆ แล้วสามารถที่จะทำงานได้ด้วยความถี่ชุดเดียวกันหมดทุกๆ สถานีฐาน ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพด้านความถี่สูงที่สุด แต่ด้วยรูปแบบการใช้งานเช่นนี้ จะมีระดับความถี่รบกวนสูง และจะทำให้ผู้ใช้งานที่ขอบสัญญาณใช้งานได้ไม่ดี มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพสัญญาฯมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Mobile WiMAX ที่ต้องมีการ Handoff แต่ละสถานีฐานต้องมีพื้นที่สัญญาณครอบคลุมทับซ้อนกันล้าง ทำให้ความถี่รบกวนซึ่งกันและกันสูงขึ้น ดังนั้นด้วยความสามารถของ Mobile WiMAX ที่ตัดแบ่งช่วงความถี่ใช้งานได้นั้นก็สามารถที่จะนำหลักการ Frequency Reuse ของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วๆ ไปมาใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความถี่รบกวนได้ ที่เรียกว่า Fractional Frequency Reuse

เทคนิคการทำ Fractional Frequency Reuse จะมีการแบ่งโซนและการแบ่งช่องสัญญาณย่อย ซึ่งโซนด้านในจะทำงานด้วยช่องสัญญาณย่อยทั้งหมดที่มี ขณะที่โซนชั้นนอกก็จะทำงานด้วยช่องความถี่ย่อยเฉพาะที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งก็จะเป็นการแบ่งความถี่ใช้งานและสกัดกั้นไม่ให้เกิดความถี่รบกวนกันในพื้นที่ให้บริการที่ใกล้ชิดติดกันได้ ซึ่งจะมีการกำหนดการแบ่งโซนและช่องสัญญาณในโครงสร้างเฟรมของการรับส่งข้อมูล และอาจปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละเฟรม ขึ้นกับระดับความถี่รบกวนที่เกิดขึ้น
สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง WiMax & Wibro


1. เป็นเทคโนโลยีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังจับตาความเคลื่อนไหวอย่างไม่กะพริบตา เพราะอาจจะเป็นเทคโนโลยีที่อาจจะเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีสื่อสารที่มีการใช้งานอยู่
2. ทั้งสองเทคโนโลยีจัดอยู่ใน มาตรฐาน IEEE 802.16 เช่นเดียวกัน
3. ทั้งสองอาจจะเป็นภัยคุกคามที่ทำลายเทคโนโลยีสื่อสารที่ลงทุนไปแล้วให้ตายไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับกล้องดิจิทัลทำลายอุตสาหกรรมฟิล์มหรือไม่ และ ADSL ที่ลงทุนไปอย่างมหาศาลจะถูกลืมไปก่อนที่จะถอนทุนคืนหรือไม่
สิ่งที่ต่างกันระหว่าง WiMax & Wibro

1. ไวแม็กซ์ (WiMAX :Worldwide Interoperability for Microwave Access) นั้นเกิดจากการรวมตัวกันในปี 2544 ของบริษัทชั้นนำอย่างNokia, Agilent, Intracom, Huges, Network,Fujitsu,Microelectronics, Alvairon และอีกหลายบริษัท
2. ไวโบร้ (WiBro: Wireless Broadband) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "โมบาย ไวแม็กซ์" (Mobile WiMax) พัฒนาโดยกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศเกาหลีใต้
3. WiBro มีความสามารถในการดาวน์โหลดข้อมูลในระดับสูงกว่า 10 เมกะบิตต่อวินาที โดยมีรัศมีการครอบคลุมได้ไกลถึง 5 กิโลเมตร ในขณะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นคือมีความสามารถ บรอดแบนด์ และโมบิลิตี้ (Broadband & Mobility) ร่วมกันทั้งสองประการ แต่ WiMax สามารถให้บริการ Broadband ในรัศมีห่างออกไป 30 ไมล์ (48 กิโลเมตร) และสามารถส่งข้อมูลได้ราว 70 เมกะบิตต่อวินาที แต่หากเคลื่อนที่อยู่จะไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้หรือความเร็วอาจลดลงอย่างมากนั่นคือปัญหาด้าน

Mobility Reference Site:
· http://www.guru-ict.com/guru/index.php?option=com_content&task=view&id=162&Itemid=26
· http://www.vcharkarn.com/varticle/17890
· http://www.wimaxthailand.com/readarticle.php?article_id=7
· http://th.wikipedia.org/wiki/WiMAX
· http://www.wimax.com/education/faq/faq12a
· http://en.wikipedia.org/wiki/WiBro
· http://www.itu.int/ITU-D/imt-2000/documents/Busan/Session3_Yoon.pdf
· http://www.eurasip.org/Proceedings/Ext/IST05/papers/1014.pdf